หนังใหม่: Emily in Paris สร้างโดย Darren Star (จากซีรีส์ดังยุค ’90 Sex and the City) เป็นซีรีส์ที่ “สวย” เริ่มจากโลเกชั่น ที่ใคร ๆ ก็คงทราบกันดีอยู่แล้วว่า ปารีสเป็นเมืองที่สวยและมีเสน่ห์ด้วยตัวมันเองอยู่แล้ว แฟชั่นหรือคอสตูมในเรื่อง โดยเฉพาะของตัวเอก ก็น่ารักปัง ๆ ทุกชุด (ถึงแม้หลายชุดจะดูเว่อร์วังเกินฐานเงินเดือนของนางเอกไปมาก) และนักแสดงทุกคน โดยเฉพาะนางเอกกับบรรดาผู้ทั้งหลายของนาง ก็ so charming กันทั้งหมดทั้งมวล

แน่นอนว่า ความสวยงามซึ่งเป็นเปลือกที่ห่อหุ้มซีรีส์เรื่องนี้อยู่นั้นมันสะกดคนดูได้ไม่ยาก โดยเฉพาะสาว ๆ ที่อยากมีชีวิตดี๊ดี (และมีผู้ดี๊ดี) อย่าง Emily Cooper (Lily Collins จาก Love, Rosie) จะบอกว่า Emily กำลังใช้ชีวิตที่เป็นความฝันของสาว ๆ หลายคนทั่วโลกก็ไม่ผิดนัก

Emily เป็นสาวชิคาโก้ ที่ส้มหล่น ได้มาทำงานที่ Savoir บริษัทมาร์เก็ตติ้งในกรุงปารีส ทั้งที่เธอไม่รู้ภาษาฝรั่งเศสเลย บอสสาวใหญ่ของที่นี่ Sylvie (Philippine Leroy-Beaulieu) แสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่ปลื้มกับความ very American ของ Emily แรก ๆ เธอก็เข้ากับเพื่อนในออฟฟิศไม่ได้ แต่ยังดีที่ยังพอค่อย ๆ ปรับตัวกับ Julien และ Luc (Samuel Arnold และ Bruno Gouery ตามลำดับ) ได้บ้าง และเธอยังได้เพื่อนใหม่ที่เป็น immigrant เหมือนกันอย่าง Mindy Chen (Ashley Park) ลูกสาวอภิมหาเศรษฐีจีน (Crazy Rich Asians?) ที่ใฝ่ฝันอยากเป็นนักร้องและหนีมาทำงานเป็นพี่เลี้ยงเด็กอยู่ปารีส

อพาร์ตเมนต์ของ Emily ก็ไม่ได้เริ่ดหรูนัก แต่เธอยังโชคดีที่เจอเพื่อนบ้านที่หล่อและแสนดีอย่างเชฟ Gabriel (Lucas Bravo หรือ Armie Hammer เวอร์ชั่นฝรั่งเศส) ซึ่งเหมือนทั้งเขาและเธอก็ดูจะมีใจให้กัน แต่ติดปัญหาคือ Gabriel มีแฟนสาวอยู่แล้ว นั่นก็คือ Camille (Camille Razat) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเพื่อนใหม่ที่แสนดีของเธอที่นี่ เพื่อเลี่ยงปัญหารักสามเส้า Emily จึงถอยออกมา ตั้งใจทำงาน แต่ระหว่างทางก็พบเจอผู้ชาย (ส่วนใหญ่เป็น clients) แวะเวียนเข้ามาใหม่แทบทุก episode เช่น Antoine (William Abadie) เจ้าของบริษัทน้ำหอมที่แต่งงานแล้ว, Mathieu Cadault (Charles Martins) ทายาทของ Pierre Cadault (Jean-Christophe Bouvet) ดีไซเนอร์ชื่อดังแห่งวงการแฟชั่น ฯลฯ

นอกจากนี้ Emily ยังมี Instagram Account ชื่อ @emilyinparis ที่เริ่มสร้างตอนย้ายมาปารีส ลงรูปเซลฟี่ด้วยกล้องมือถือง่าย ๆ (เทคเดียวผ่าน เกิดมาหน้าดีและรู้มุมกล้องไรงี้) บ้างก็ถ่ายรูปสถานที่หรือคนอื่นที่เธอพบเจอ (โดยไม่ขออนุญาต) และแคปชั่น (ซึ่งมักเป็นแฮชแท็กง่าย ๆ) แต่แล้วก็มี followers กดติดตามเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนเกินหลักหมื่นและมีคนกดไลค์มากมาย จนกลายเป็น influencer โดยไม่รู้ตัว (คนถือไม้เซลฟี่ถ่าย vlog, แบกกล้อง DHLR, นั่งแต่ง LR, คิดแคปชั่นค่อนวัน แอบนอนร้องไห้แล้วจ้า)

ทั้งซีซันมี 10 episode เรานอนดูเพลิน ๆ ที่บ้านจบใน 5 ชั่วโมงรวด (แต่ละ episode ยาวแค่ประมาณครึ่งชั่วโมง) ยอมรับว่า ก็ชอบนะ หนังสวยมาก เพลินตา และสนุกมาก สำหรับหนังรอมคอมของอเมริกัน ถึงแม้จะแอบ Cliché ไปบ้าง แต่มันก็ทำให้เราเหมือนได้ย้อนกลับไปดูซีรีส์อเมริกันที่เคยชื่นชอบสมัยไฮสคูล เช่น Gossip Girl สำหรับเรา ในปีที่แย่ที่ไปไหนไม่ค่อยได้เพราะ Covid-19 ระบาด Emily in Paris เหมือนพาเราไปเที่ยวปารีสเมืองในฝัน หรือในวันที่เหนื่อย เราได้ดู Emily in Paris เราได้คลายเครียด และในขณะเดียวกัน เราได้แรงบันดาลใจในการทำงาน ในส่วนของพาร์ท social media และ influencer marketing รวมถึงการเก็บเงินไปดื่มด่ำกับเมืองปารีสด้วยตัวเองสักวัน

ถึงแม้เราจะชอบความสวยงามและความบันเทิงที่ Emily in Paris มอบให้ แต่เราก็เข้าใจว่าบางมุก บางไดอะล็อก หรือบางการกระทำของตัวละคร ก็ไม่เหมาะสม หรืออาจสร้างความไม่พึงพอใจให้กับคนบางกลุ่มได้ โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง race, language, หรือ cultural differences

เพราะ Emily ดูเป็นสาวอเมริกันที่มั่นหน้า มั่นโหนก พยายามไปเผยแพร่ (หรือยัดเยียด) ค่านิยมหรือ American perspective ไปให้เค้ามากเกินไป โดยที่ Emily ทำตัวเป็น self-centered ทุกคนต้องพูดภาษาอังกฤษกับฉัน และดูแคลนวัฒนธรรมของเค้าว่าผิดปกติไปซะหมด เช่น การเริ่มทำงาน 10:30 น. (ซึ่งเราว่าอันนี้ชิลล์ดี ไม่เครียด จะได้มีชีวิตสโลว์ไลฟ์ในยามเช้า) หรือ ไวยากรณ์ภาษาฝรั่งเศส (ซึ่งประเด็นไวยากรณ์เหยียดเพศนี่ก็เป็นประเด็นที่ยกขึ้นมาได้น่าสนใจ แต่หนังก็มิได้นำพาประเด็น sexist ไปได้ไกลกว่านี้อีก) และถึงแม้จะอยู่ในฝรั่งเศส แต่ก็มีตัวละครผิวสีแค่คนเดียว นั่นคือ Julien เพื่อนร่วมงานที่เป็นเกย์ และไม่ได้มีบทบาทหรือมิติอะไรมากกว่าเป็นเพื่อนสายฮาของนางเอก

Emily in Paris จึงเป็นเหมือน love-hate relationship ของเรา คือถ้าเราอยู่ในโลกของความฝัน-ความมโน ชีวิตสวย ๆ แบบ Emily นี่แหละ ที่เราอยากอยู่ และช่วยเติมสีสันให้ชีวิตในช่วงนี้ของเราได้มาก ก็ดูสนุกได้เพลิน ๆ ถ้าไม่คิดอะไรมาก แต่ต้องยอมรับอีกมุมด้วยว่า Emily in Paris ยังห่างไกลจากความเป็นจริง (reality) นัก ไม่แปลกที่คนที่ยึดถือ realism หรือคนที่อยู่/เคยอยู่ฝรั่งเศสจริง ๆ จะไม่ถูกใจสิ่งนี้ แม้แต่เราเอง ถ้าชีวิตจริง เราต้องมาเจอคนอย่าง Emily เราก็ไม่รู้ว่าจะชอบหรือรำคาญเธอมากกว่ากัน